ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับไมโครโฟน (1)

 

ไมโครโฟน(Microphones)

                เสียงที่ดีย่อมมาจากต้นแบบที่ดี  แม้ว่าเครื่องไม้เครื่องมือที่วางระบบไว้ในงานเสียง  จะดีจะแพงเพียงไรแต่หากต้นแบบไม่ดีก็ไม่อาจจะทำให้เสียงที่ออกไปดีขึ้นมา ได้  เช่นเดียวกับพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่ดีย่อมให้ลูกที่มีคุณภาพดี  ในส่วนของระบบสัญญาณเสียงก็เช่นกัน  เพียงแต่เครื่องเสียงประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ  หลายส่วนเข้ามาประกอบกัน  แต่จุดหนึ่งที่น่าพิจารณาคือต้นแบบ

                มิใช่ว่าเอานักดนตรีฝึกหัดมาเล่นกับเครื่องเสียงดี ๆ  แล้วจะทำให้เพลง ๆ นั้นดี แน่นด้วยคุณภาพ  มิใช่ว่าเอานักร้องเสียงไม่เอาเรื่องเอาราวมาร้องเพลงแล้วใช้เครื่องเสียงดี ๆ  จะทำให้เสียงออกมาดีได้

                และเอานักร้อง-นักพูดที่มีน้ำเสียงอุดมด้วยมนต์เสน่ห์  มาร้องมาพูดกับไมโครโฟนราคาถูก  ๆ  แล้วจะทำให้คุณภาพเสียงของไมโครโฟนนั้นดีขึ้นได้  ไม่งั้นแล้วเราอาจจะจัดรายการโปรโมทไมโครโฟนสักรุ่นหนนึ่ง-ยี่ห้อหนึ่ง  โดยการเอานักพูด นักร้อง นักพากย์ที่มีเสียงดี ๆ  มาร้องมาพูดมาพากย์  แล้วจะทำให้เสียงออกมาดี  และขายไมโครโฟนนั้น ๆ ได้  เปล่าทั้งนั้น  เพราะคุณภาพของเสียงย่อมขึ้นอยู่กับตัวรับเสียง  ซึ่งในเครื่องเสียงเรียกว่า  ต้นแบบของเสียง(Source)

                เพราะไมโครโฟน  คืออุปกรณ์ที่จะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานเสียงธรรมชาติหรือที่เรียกว่าพลังงานที่เป็นอะคูสติค(Acoustic) เป็นพลังงานไฟฟ้า  รายละเอียดที่สำคัญของไมโครโฟนอยู่ที่ว่าจะมีกี่คนที่เลือกใช้ไมโครโฟนได้ ถูกต้อง  เพราะไมโครโฟนไม่ได้มีการสร้างมาแบบเดียวโดด  ๆ   ได้มีการออกแบบไมโครโฟนมาเฉพาะงาน  มีทิศทางของการรับเสียงที่แตกต่างกัน  มีความถี่ตอบสนองที่แตกต่างกันออกไป  มีลักษณะของการเน้นระดับเสียงที่ไม่เหมือนกัน  และอื่น ๆ  อีกบางประการ

 

ดังนั้นการศึกษาถึงระบบไมโครโฟนควรจะตั้งคำถามอย่างน้อย  4  คำถามคือ

1. ไมโครโฟนมีกี่ชนิด  แต่ละชนิดมีคุณสมบัติอย่างไร

2. ไมโครโฟนแต่ละตัวที่ผลิตขึ้น  มีคุณสมบัติทางทิศทางเสียงอย่างไรหรือรับเสียงได้ดีในทิศทางใดดีที่สุด

3. ไมโครโฟนที่เลือกใช้นั้นให้คุณภาพเสียงและความถี่เสียงย่านไหน  หรือตอบสนองความถี่เสียงใดดีที่สุด

4. ไมโครโฟน ตัวนั้น ๆ  มีรูปร่างหน้าตาแบบใด   เพราะงานบางงานเป็นงานที่ต้องใช้รูปแบบของไมโครโฟนให้เหมาะสม  เช่นในการถ่ายทำโทรทัศน์จำเป็นที่จะต้องใช้ไมโครโฟนหลบมุม  ไมโครโฟนตัวเล็ก  หรือไมโครโฟนหนีบเน็คไท

              จึงเห็นได้ว่าจากปัจจัยเบื้องต้น  ไมโครโฟนและการเลือกชนิดของไมโครโฟน  นับเป็นรายละเอียดที่ไม่ธรรมดาเลย  ซึ่งเมื่อท่านได้ศึกษาถึงระบบการผสมเสียงหรือมิกซ์เสียง  บทบาทของไมโครโฟนจะเด่นชัดมากขึ้น   ๆ   เรียกว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

ชนิดของไมโครโฟน  (Types of Microphones)

                ต้องย้ำกันอีกครั้งว่าไมโครโฟนคือเครื่องมือที่ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงาน เสียงธรรมชาติให้เป็นพลังงานไฟฟ้า  โดยอุปกรณ์นี้จะทำหน้าที่เป็นตัวส่งผ่ายเสียงจากแหล่งกำเนิดเสียงผ่านองค์ ประกอบของไมโครโฟนชิ้นส่วนต่าง  ๆ  ดังนั้นไมโครโฟนจึงมีการแบ่งแยกชนิดต่าง ๆ  ตามองค์ประกอบหรือชิ้นส่วนที่ประกอบขึ้นมาเป็นตัวไมโครโฟน  โดยไมโครโฟนที่นิยมใช้กันมีอยู่  5  ประเภท  โดย  3  ประเภทแรกที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นไมโครโฟนระดับมืออาชีพระดับโปรเฟสชัน น่อล  (Professional)   อีก  2  ประเภทไม่ใช่ไมโครโฟนระดับโปรเฟสชันน่อล  คือ

1.แบบมูฟวิ่งคอยล์(Moving coil)

2.แบบริบบอน  (Ribon)

3.แบบคอนเดนเซอร์หรือคาปาซิเตอร์(Condenser/Capacitor)

4.แบบคาร์บอน (Carbon)

5.แบบคริสตอลหรือแบบเซรามิค(Crystal  Ceramic)

                นี่คือการแยกประเภทจากโครงสร้างหรือจากองค์ประกอบของไมโครโฟน  โดยการแยกดังกล่าวอาจจะแยกอยู่ในรูปของไมโครโฟนแบบไดนามิค  กับแบบ  อิเล็กโตรสแตติค

                ไดนามิคไมโครโฟนอาจจะอรรถาธิบายด้วยหลักของไมโครโฟนแบบมูฟวิ่งคอยล์  แม้ว่าโดยหลักการแล้วหากจะมองแบบนามธรรมแล้วไดนามิคไมโครโฟนที่ใช้หลักการ ถ่ายทอดพลังงานในรูปของอำนาจแม่เหล็กไฟฟ้า  (Electro-Magnetic)   การแยกประเด็นอย่างนี้จึงหมายรวมไปถึงไมโครโฟนแบบริบบอนซึ่งไมโครโฟนแบบนี้เราอาจเรียกได้ว่าไมโครโฟนแบบเวซิตี้(Velocity)

                คอนเดนเซอร์ ไมโครโฟนอาจจะแยกออกเป็นไมโครโฟนแบบอิเล็กโตรสแตติคซึ่งเป็นไมโครโฟนที่ อาศัยสนามไฟฟ้าเป็นสื่อในการถ่ายทอดพลังงานเสียงโดยไมโครโฟนดังกล่าวใช้หลัก การของประจุไฟฟ้าหรือการเปลี่ยนแปลงสนามไฟฟ้าเป็นหลัก  ลักษณะดังกล่าวมีภาพลักษณ์เหมือนกับการทำงานของคอนเดนเซอร์หรือคาปาซิเตอร์ จึงนิยมเรียกว่าไมโครโฟนแบบคอนเดนเซอร์

                หากจะแยกชนิดที่มีอิมพีแดนซ์  (Impedance)  ของ ไมโครโฟน  อาจจะแยกออกเป็นไมโครโฟนชนิดที่มีอิมพีแดนซ์สูงกับอิมพีแดนซ์ต่ำ  โดยคำนึงถึงว่าไมโครโฟนจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานเสียงเป็นพลังงานไฟฟ้า แล้ว  พลังงานไฟฟ้านี้จะไหลผ่านวงจรด้วยค่าแรงดันไฟฟ้า   ความต้านทานต่อค่าแรงดันไฟฟ้าที่เกิดขึ้นเราเรียกว่า ค่าอิมพีแดนซ์  หากความต้านทานต่อกระแสไฟฟ้านั้นมีค่าน้อยหรือต้านน้อย  เราเรียกว่า โลว์อิมพีแดนซ์  และที่สำคัญอุปกรณ์ที่มีค่าอิมพีแดนซ์ต่ำจะทำให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า

                ทำไมหรือ  ไมโครโฟนที่มีค่าอิมพีแดนซ์ต่ำมีข้อดีอยู่อย่างน้อย  2  ประการ(หากเทียบกับไมโครโฟนที่มีอิมพีแดนซ์สูง)  เนื่องเพราะหากค่าความต้านทานของไมโครโฟนต่ำ-ความต้านต่อสัญญาณมีน้อย  จึงทำให้การเกิดเสียงฮัม  และสัญญาณรบกวนทางไฟฟ้าน้อยกว่า  ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณรบกวนทางไฟฟ้าของมอเตอร์หรือจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์  และหากไมโครโฟนนั้นมีการต่อสายสัญญาณยิ่งยาวมากเท่าไร  ก็จะทำให้เกิดเสียงรบกวนมากเท่านั้น   นี่เองที่ทำให้งานระดับโปรเฟสชันน่อลจึงต้องเลือกใช้ไมโครโฟนที่มีอิมพีแดน ซ์เซอร์ต่ำ

                เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดก็ตามที่มีการนำเอาอุปกรณ์ที่มีอิมพีแดนซ์สูง  มาต่อร่วมกับเครื่องมืออุปกรณ์ที่มีอิมพีแดนซ์เซอร์ต่ำ  ย่อมก่อให้เกิดสัญญาณผิดเพี้ยนทันที  ความผิดเพี้ยนของสัญญาณดังกล่าวเขาเรียกตามศัพท์วิชาการว่า ดิสทอร์ชั่น  ในกรณีที่จำเป็นต้องต่ออุปกรณ์ที่มีอิมพีแดนซ์เซอร์ต่างกัน   จำเป็นต้องใช้เครื่องแปลงอิมพีแดนซ์เซอร์ที่เรียกว่าหม้อแปลงเพื่อแปลงอิมพี แดนซเซอร์ซึ่งอาจเรียกทับศัพท์ว่าตัวแมทซิ่งทรานส์ฟอร์เมอร์  ดังได้แสดงไลน์-แมทซิ่ง  ทรานส์ฟอร์เมอร์ไว้

ไมโครโฟนอิมพีแดนซ์ต่ำแบบต่าง ๆ(Types of Low-Impedance Microphones)

                ไมโครโฟนที่มีอิมพีแดนซ์เซอร์ต่ำมีอยู่ 3 แบบ  คือมูฟวิ่ง-คอยล์ , ริบบอน และคอนเดนเซอร์  โดยไมโครโฟนแบบมูฟวิ่ง- คอยล์เป็นไมโครโฟนที่ใช้งานอย่างกว้างขว้างมากที่สุด  โครงสร้างของไมโครโฟนแบบนี้ประกอบด้วยคอยล์ขดลวดที่ปะติดไว้กับแผ่นไดอะแฟ รม  ทั้งหมดนั้นวางอยู่ในสนามแม่เหล็กซึ่งเกิดจากแม่เหล็กถาวร เมื่อเรากรอกเสียงลงไปยังไดอะแฟรม 

                ไดอะแฟรมจะเกิดการสั่น   มีผลทำให้มูฟวิ่ง คอยล์ขยับตัวตามการสั่นนั้นด้วย  เราจึงเรียกคอยล์ขดลวดที่สั่นตามไดอะแฟรมนี้ว่า มูฟวิ่ง คอยล์  เพราะเป็นคอยล์ที่สามารถเคลื่อนตัวได้นั้นเอง  เพราะคำว่ามูฟวิ่งหมายถึงการเคลื่อนไหว เคลื่อนที่ได้

                จาก หลักการที่ว่าเมื่อขดลวดเคลื่อนตัวผ่านสนามแม่เหล็ก  จะมีการเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าขึ้นได้  พลังงานไฟฟ้าที่เกิดขึ้นนี้คือพลังงานที่ถูกเปลี่ยนจากพลังงานเสียงหรือพลัง งานอะคูสติคเป็นพลังงานไฟฟ้า  โดยอาศัยการสั่นของไดอะแฟรมปฐมเหตุ

จากการออกแบบไมโครโฟนแบบนี้  ทำให้เกิดข้อเด่นกว่าไมโครโฟนแบบริบบอนและคอนเดนเซอร์อยู่หลายประการคือ

1.             ราคาไม่แพงนัก

2.             สามารถรับภาระและลดภาระของเสียงที่เข้ามาแรง ๆ  ได้ดีโดยไม่ทำให้เสียงที่ออกไปมีลักษณะของเสียงกระแทกที่เรียกว่าเสียง โอเว่อร์โหลดทั้งยังกันเสียงกระแทกจากลมได้ดีด้วย

3.             ให้เสียงละเอียด

4.             ใช้กับงานนอกสถานที่ได้

ไมโครโฟน แบบริบบอน  ประกอบด้วยแผ่นไดอะแฟรมและมูฟวิ่งคอยล์ที่สร้างอยู่ในรูปของริบบอนย่น ๆ  ซึ่งเรียกว่าคอรูเกต  เมตัล  ริบบอน  วางส่วนดังกล่าวไว้ในสนามแม่เหล็ก  เมื่อแผ่นริบบอนเกิดการสั่นด้วยแรงอัดของเสียง  มันจะทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้าขึ้นเช่นเดียวกับระบบมูฟวิ่งคอยล์  ริบบอนเป็นไมโครโฟนที่ออกแบบมาให้เป็นไมโครโฟนที่มีความไวต่อสัญญาณเสียง ค่อนข้างมาก 

ไมโครโฟน แบบคอนเดนเซอร์ทำงานแตกต่างไปจากไมโครโฟนแบบมูฟวิ่งคอยล์และแบบริบบอนการ ทำงานของมันใช้กำลังงานของกระแสไฟฟ้าแทนที่จะให้พลังงานโยหลักการของสนามแม่ เหล็ก  ซึ่งเราเรียกว่าวิธีการที่ใช้ในไมโครโฟนแบบมูฟวิ่ง-คอยล์และริบบอนว่าอิเล็กโตรสแตติค  องค์ประกอบหรือโครงสร้างของไมโครโฟนแบบนี้สร้างมาจากแผ่นโลหะ  2  ชิ้นวางขนานกัน  โดยทิ้งระยะห่างไว้ไม่มากนัก  บางคนเรียกแผ่นโลหะนี้ว่าแผ่นอิเล็กโทรด  โดยให้แผ่นโลหะแผ่นหลังจะยึดติดคงที่ไว้แผ่นโลหะทั้งสองจึงมีองค์ประกอบ อย่างเดียวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่าคอนเดนเซอร์หรือคาปาซิเตอร์  ด้วยความสามารถในการเปลี่ยนแปลงค่าประจุไฟฟ้า  โดยหลักการชาร์จประจุไฟฟ้าเมื่อแผ่นโลหะที่เป็นไดอะแฟรมสั่นตามความถี่เสียง ไปหน้าถอยหลัง  กรณีดังกล่าวทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของประจุไฟฟ้าหรือเกิดการ เปลี่ยนแปลง              สนามไฟฟ้าตามสัญญาณเสียงที่กรอกเข้าไปยังไมโครโฟน  พลังงานไฟฟ้าดังกล่าวจึงเอาไปให้วงจรขยายสัญญาณที่เรียกว่าปรีแอมปลิฟายอีก ทอดหนึ่ง  เพื่อขยายสัญญาณให้มีความแรงพอเหมาะต่อไป

แต่ ทั้งปรีแอมปลิฟายและคอนเดนเซอร์จะต้องมีไฟจ่ายให้แก่กันและกันมันจึงจะทำงาน ได้  คอนเดนโซอร์ไมโครโฟนจึงต้อมีแหล่างจ่ายไฟเฉพาะของมัน  หากเป็นไมโครโฟนที่เป็นระดับโปรเฟสชันน่อบแบบเดิม  ๆ   อาจมีภาคจ่ายไฟทั้งตัวคอนเดนเซอร์ไมโครโฟนและปรีแอมปลิฟายแต่ทุกวันนี้เราจะ พบว่าการสร้างนั้นจะสร้างให้มันง่ายเข้าเพื่อสะดวกต่อการพกพา

                ระบบอิเล็กโตรสแตติคนั้นจะให้คุณภาพเสียงที่มีคุณภาพมากที่สุด กล่าวเฉพาะคอนเดนเซอร์ไมโครโฟนที่เป็นระดับโปรเฟสชันน่อล  แต่จะต้องไม่ลืมว่าไมโครโฟนที่เป็นคอนเดนเซอร์ไมโครโฟนโปรเฟสชันน่อลมีราคา แพงกว่าชนิดอื่น  อย่างไรก็ดีไมโครโฟนแบบนี้จะมีความไวของการรับสัญญาณมากเกินไปหากใช้กับงาน นอกสถานที่หรืองานเอาต์ดอร์  ซึ่งคำว่านอกสถานที่หมายถึงนอกสตูดิโอ  ในพื้นที่โล่งซึ่งไม่มีการกันทิศทางลม  ไมโครโฟนแบบนี้จึงถูกเลือกให้เป็นไมโครโฟนที่ใช้ในงานบันเทิงมากที่สุด  รวมไปถึงระบบบันทึกเสียงด้วยในเวลาเดียวกัน

 

คุณสมบัติของทิศทางการรับเสียง(Directiona Characteristics)

                หลักการเบื้องต้นของการเลือกใช้ไมโครโฟนที่ดี  เพื่อให้เสียงออกไปได้มนต์เสียงดั่งต้นแบบนั้น  ย่อมขึ้นอยู่กับระยะห่างของต้นแบบเสียงกับไมโครโฟนเป็นประเด็นแรก  ประเด็นต่อมาก็คือทิศทางรับเสียงของไมโครโฟน-ที่เรียกว่าลักษณะของ    พิคอั้พ  แพทเทิร์น

                พิคอั้พ  แพทเทิรน์  จะต้องผูกติดกับทิศทางของการรับหรือการได้ยินเสียงโดยไมโครโฟนประเภทนั้น ๆ  จะถูกออกแบบมาเพื่อให้มีความไวต่อเสียงในทิศทางนั้น ๆ  ซึ่งเราสามารถแบ่งทิศทางการรับเสียงได้  3  ประเภทใหญ่ ๆ  คือ

                1.โอมนิไดเร็คชันน่อล(Omnidirectional)เป็นไมโครโฟนที่รับทิศทางเสียงรอบตัว

                2.ไบไดเร็คชันน่อล(Bidirectional)ทำหน้าที่รับเสียงสองทางด้านริมซ้ายขวาหรือหน้าหลัง

                3.ยูนิไดเร็คชันน่อล(Undirectional)รับเสียงทางด้านหน้าอย่างเดียว

                ทิศทางเสียงของไมโครโฟนแบบยูไดเร้คชันน่อลหรือชนิดคาร์ดิออยด์ได้รับการ พัฒนาตามยุคสมัยต่าง ๆ  กันเป็นเวลาค่อนข้างจะยาวนานพอสมควรจนกระทั่งมีผลผลิตของมันแตกสาขาออกไป เป็นแบบ ซุปเปอร์  ไฮเปอร์  และอุลตร้าคาร์ดิออยด์

                                                                                                                                               

 

การตอบสนองเชิงมุม(Polar  Response  Diggrams)

                หากจะพิจารณาถึงผลตอบสนองมุมเสียงที่ถูกต้องเด่นชัด  สามารถจะศึกษาได้จากสเป็คของไมโครโฟนที่ทางผู้ผลิตระบุมา   อย่างไรก็ดีเพื่อให้เกิดความเข้าใจโดยเบื้องต้น  จึงขอให้พิจารณาจากรูปแบบทิศทางเสียงมีการแยกส่วนออกไปเป็นส่วนต่าง  ๆ  ด้วยค่ามุม  30  องศาการอ่านทำความเข้าใจสามารถแสดงได้ด้วยการอ่านรอบต่าง ๆ ของกราฟ  ไม่ว่าจะเป็นรอบในหรือรอบนอก  แต่ละวงรอบที่ปรากฏจะค่ารอบละเดซิเบล

                ผลตอบสนองเชิงมุมของโอมนิไดเร็คชันน่อลจะมีพิคอั้พแพทเทิร์นรอบทิศทาง  ซึ่งมีระดับความแรงสม่ำเสมอกันในทุกทิศทางในขณะที่ไมโครโฟนชนิดไดเร็ คชันน่อลจะมีความไวต่อสัญญาณเสียงที่มาจากด้านหน้าและด้านหลังความไวของการ รับสัญญาณจะดีขึ้นเสียงนั้นอยู่ทางด้านหน้าเสียสงที่มุม 50,130,230(และ310 องศาจุถูกลดทอนลง  5  เดซิเบล  เสียง ณ มุม 60,120,240และ300  องศาจะถูกลดทอนลง  10  เดซิเบล  และที่มุม  90  และ270  องศาไมโครโฟนชนิดนี้จะไม่สามารถตอบสานองได้

                ในขณะที่ไมโครโฟนแบบคาร์ดิออยด์ตอบสนองทิศทางเสียงได้เพียงด้านเดียว  เสียง ณ มุม 180  องศาจะถูกคัดทิ้งจนหมดไม่มีโอกาสจะรับได้  ระบบสัญญาณเสียงทิศทางเดียวอย่างชนิดที่เรียกว่า ยูนิไดเร็คชันน่อล ไปแล้ว ซึ่งพบว่าไมโครโฟนแบบนี้แยกออกไปเป็นซุปเปอร์และไฮเปอร์  แพทเทิร์นเชิงมุมของไมโครโฟนแบบนี้จะให้มุมที่แคบ  โดยเน้นทิศทางเสียสงด้านหน้าเป็นประเด็นหลัก  และพยายามกันสัญญาณเสียงด้านริมออกไกความต่างระหว่างซุปเปอร์กับไฮเปอร์ คาร์ดิออยด์ไมโครโฟน  อยู่ที่ไมโครโฟนแบบซุปเปอร์คาร์ดิออยด์สามารถขจัดเสียงริม ๆ  ทั้งสองด้านและเสียงด้านหลังไมให้เข้ามากวนได้เพราะคุณสมบัติของไมโครโฟนแบบ นี้รับสัญญาณทิศทางเดียว  ในขณะที่ชนิดไฮเปอร์คาร์ดิออยด์สามารถขจัดเสียงด้านข้างได้ดีกว่า  แต่ขจัดเสียงที่มาจากด้านหลังได้แย่กว่า

                และเพื่อบีบมุมของการรับสัญญาณให้แคบลง  จึงได้มีการคิดอุลตร้าคาร์ดิออยด์ขึ้นมาดังแสดงทิศทางเพื่อให้เห็นว่ามันมี ทิศทางแคบ  แต่ก็ยังมีเสสียงด้านข้างและด้านหลังลอดเข้าไปได้เล็กน้อยการจะใช้ไมโครโฟน มีทิศทางและเชิงมุมแบบใดย่อมขึ้นอยู่กับงาน   ดังนั้นงานบางอย่างที่ไม่ต้องการเสียงก้องเสียงทิศทางอื่นก็ต้องเลือก ไมโครโฟนที่มีทิศทางเชิงมุมแคบไว้

ไมโครโฟนแบบมัลติไดเร็คชันน่อล(Multidirectional Microphones)

     ไมโครโฟนที่รับ เสียงเพียงด้านเดียว  มีโครงสร้างที่ใช้ไดอะแฟรมด้านหนึ่งยึดคงที่ไว้  หรือริบบอนก็ได้เมื่อมีการเปลี่ยนไดอะแฟรมเป็นชนิดสวิตช์อะเบิ้ลไดอะแฟรม(Switchable   Diaphragm)หรือระบบที่มีไดอะแฟรม 2 ชุด  ไมโครโฟนดังกล่าวเราเรียกว่าไมโครโฟนแบบมัลติไดเร็คชันน่อลไมโครโฟน(Multidirecitonal  Microphone)

                มัลติไดเร็คชันน่อลจึงเป็นไมโครโฟนที่สามารถใช้สวิตช์เลือกเพื่อให้มัน เปลี่ยนแปลงทิศทางในการรับสัญญาณได้  ซึ่งท่านสามารถเลือกว่าจะให้มันรับแพทเทิร์นเสสียงแบบไหน  ซึ่งที่ตัวไมโครโฟนได้เขียนรูปแพทเทิร์นให้เลือกซิสเต็มไมโครโฟน(System  Microphones)

                อย่างไรก็ดีมีการผลิตไมโครโฟนที่จะเข้ามาทำหน้าที่เหมือนกับไมโครโฟนชนิดมัลติไดเร็คชันน่อล  เรียกว่าซิสเต็มไมโครโฟน(System  Microphone)  โดยซิสเต็มไมโครโฟนเป็นวิธีการเปลี่ยนเฉพาะส่วนหัวของไมโครโฟนซึ่งจะทำเป็น แคปซุลให้เปลี่ยน  เพื่อเลือกพิคอั้พแพทเทิร์นของเสียงโดยจะมีตัวฐานหรือตัวเมาต์เพียงตัวเดียว ก็ได้นับแต่มีการผลิตไมโครโฟนแบบมัลติไดเร็คชันน่อบขึ้นมาโดยพยายามให้มัน ใช้คอนเดนเซอร์เป็นอุปกรณ์หลักโดยมีการบรรจุถ่านเพื่อเป็นภาคจ่ายไฟสำหรับ ระบบปรีแอมปลิฟลาย  ทำเป็นแคปซูลสำเร็จอยู่กับฐานของไมโครโฟน  โดยการขันสกรูที่ฐานออกมา  แบบของไดเร็คชันน่อลแคปซูลที่มีใช้อยู่เช่น-โอมนิ-และไบไดเร็คชันน่อล, คาร์ดิออยด์,ซุปเปอร์คาร์ดิออยด์,ไฮเปอร์คาร์ดิออยด์,และอุลตร้าคาร์ดิ ออยด์  ทั้งหมดนี้ใช้ฐานไมโครโฟนอันเดียวกันหมด

15.

 

                เมื่อหันมาใช้ไมโครโฟนแบบไดเร็คชันนน่อลหรือซอสเต็มไมโครโฟนต้องไม่ลืมว่า  โดยธรรมชาติมันจะให้ความถี่ตอบสนองต่ำกว่า,ความไวของทิศทางน้อยกว่าในบาง ครั้งไมโครโฟนชนิดนี้จะไม่มีการแสดงกราฟเชิงมุมให้

ความถี่ตอบสนอง(Frequency Response)

                ในองค์ประกอบที่ประกอบขึ้นมาเป็นไมโครโฟน  อันประกอบด้วยโครงสร้าง,วัสดุที่นำมาใช้งาน,คุณสมบัติทางทิศทางเสียง  เป็นประเด็นสำคัญเพื่อให้เราเลือกใช้ไมโครโฟนให้สอดคล้องกับงานและสอดคล้อง กับเอฟเฟ็คท์ต่าง ๆ  ที่ต้องการ   ไมโครโฟนระดับโปรเฟสชันน่อลทั่วไปจะออกแบบให้ตอบสนองความถี่เสียงด้วยค่า ความแรงเท่ากันทุกความถี่ดังแสดงด้วยกราฟผลตอบสนองความ  ไมโครโฟนแต่ละตัวจะมีสีสันของเสียงแตกต่างกันออกไปมิได้แฟลตตามทฤษฎี  อย่างเช่นไมโครโฟนของยี่ห้ออิเล็กโตร-ว้อยส์  รุ่น RE 15  และรุ่น  RE16  จะให้ค่าตอบสนองความถี่คล้ายคลึงกันในความเหมือนนั้นมีความต่างอยู่  เสียงของรุ่น RE 15  นั้น

ตอบสนองความถี่ได้มากกว่าของรุ่น RE 16  แต่รุ่น RE  16  จะมีเสียงใส-เสียงสว่างกว่ารุ่น Re 15  การที่จะบอกว่าไมโครโฟนตัวใดดีกว่าตัวใดนั้นไม่อาจกล่าวได้

                ในความคล้ายที่มีความต่าง  ในความธรรมดาของไมโครโฟนอยู่ที่ตรงไหน  ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าในความงามเป็นศิลปะย่อมมีสีสันของสุนทรีย์แผงอยู่  การตอบสนองความรู้สึกทางศิลปะให้ดีที่สุดเป็นวิถีทางหนึ่งที่คนเราทุกคนต่าง ค้นหา  การแยกชนิดและโมเดลต่าง ๆ กานออกไป  ทำให้เกิดไมโครโฟนดี ๆ  หลายโมเดลด้วยกัน   เพื่อให้เราสามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม  แต่ทุกอย่างมีจุดกำเนิดมาจากหลักการมาตรฐานอันเดียวกันทั้งสิ้น  บางครั้งการเลือกก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมในเสียงแต่ละแบบ,ขึ้นอยู่กับสีสันโทน เสียงของตัวกำเนิดเสียงเพื่อทำให้เสียงที่ออกไปนั้นมีความกลมกลืนกัน , บางครั้งหากใช้ไมโครโฟนผิดประเภทไปอาจจะให้เสียงพร่าเสียงกระแทกก็เป็นได้  ไมโครโฟนแบบหนึ่งอาจจะมีข้อด้อยเทียบกับแบบอื่นได้หลายกรณีก็ได้  ยกตัวอย่างเช่นการยกระดับเสียงหรือบูสต์เสียงของแต่ละต้นแบบเสียงอาจจะไม่ เหมือนกัน  อย่างเช่นทรัมเป็ตซึ่งเป็นแตรเครื่องดนตรี เครื่อง เป่า  เขาจะพยายามบูสต์เสียงหรือยกระดับเสียงให้มันตอบสนองความถี่ในช่วง  500   ถึง  1000  เฮิร์ตซ์  ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่ให้ความถี่เสียงกลมกลึงที่สุดสำหรับทรัมเป็ต  ในขณะที่เครื่องดนตรีสตริงต้องการบูสต์ความถี่สูงกว่านั้นอาจจะถึงช่วง 4000  หรือ 5000 เฮิร์ตซ์เลยทีเดียว  แน่นอน  การเลือกให้ไมโครโฟนย่อมต่างกันแน่นอน

 

ไมโครโฟนตอบสนองความถี่พิเศษ (Special Response Features of Microphones)

 

ไมโครโฟนที่ให้ค่าพร็อกซมิตี้เอฟเฟ็คท์  และเบสโรลล์-ออฟ คืออะไร

                เราได้ให้ข้อสังเกตอยู่ว่าไมโครโฟนแบบยูนิไดเร็คชันน่อลซึ่งเป็นไมโครโฟนที่ มีทิศทางการรับเสียงทิศทางเดียว  โดยไมโครโฟนชนิดนี้พยายามออกแบบเพื่อกันความถี่เสียงที่มาจากทางด้านข้างและ ด้านหลังตัวไมโครโฟน  อย่างไรก็ดี  การออกแบบไมโครโฟนแบบยูนิไดเร็คชันน่อลนั้นยังมีปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือ  ปัญหาของเอฟเฟ็คท์ที่เรียกว่า พร็อกซิมิตี้เอฟเฟ็คท์ซึ่ง เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อนำไมโครโฟนตัวนั้น ๆ   เข้าไปใกล้กับแหล่งกำเนิดสัญญาณเสียงมาก ๆ  มีส่วนทำให้เกิดเสียงเบสส่วนเกินเกิดขึ้น  หรือในบางคราวที่เราต้องการให้มันตอบสนองความถี่ต่ำมาก ๆ  ซึ่งอาจจะเป็นเสียงร้องหรือเสียงดนตรีก็ได้  เขาต้องใช้ไมโครโฟนแบบปิดเพื่อมิให้เสียงเบสปกติเข้าไปรบกวนได้  ไมโครโฟนแบบยูนิไดเร็คชันน่อบจึงได้มีระบบ เบสโรลล์ออฟ  ซึ่งเป็นระบบปรับแต่งเสียงหรือระบบอีควอไลซิ่ง   ให้กับไมโครโฟนความพึงประสงค์ในการขจัดเสียงก้องวกของเบส  นับเป็นประเด็นทั่วไปที่ไมโครโฟนประเภทต่าง ๆ  พยายามทำให้มันขจัดให้ได้  ทั้งน้เพื่อมิให้เกิดเอฟเฟ็คท์ทางเสียงที่เรียกตามภาษษวิชาการว่าการเกิดพร็ อกซิมิตี้เอฟเฟ็คท์ลักษณะของไมโครโฟนที่มีระบบเบสโรลล์-ออฟมีอยู่หลายรุ่น ด้วยกัง

                อย่างไรก็ดีในงานบางแบบลักษณะของพร็อกซิมิตี้ก็เป็นความจำเป็นอย่างหนึ่ง   อย่างเช่นเมื่อเราพบว่าเสียงกลอง หรือเสียงที่ออกมาจากกีตาร์เบส  มีความบางเบา-หล่นร่วงกว่าเสียงอื่นหรือเสียงเบสที่ออกมาเป็นเสียงที่ออกมา แข็ง หากเราใช้เครื่องมือที่ตอบสนองเสียงเบสได้นั่นหมายความเสียงที่ออกมาได้ความ กลมกลืนอย่างแท้จริง  มากกว่าที่จะใช้ไมโครโฟนแบบยูนิไดเร็คชันน่อลมาตรฐานทั่วไป  หรืออาจจะมีการแบ่งไมโครโฟนแบบยูนิไดเร็คชั่นน่อลที่มีลักษณะของการตอบสนอง พร็อกซิมิตี้เอฟเฟ็คท์ โอเว่อร์โหลด(Overload)

                ไมโครโฟนทั่วไปจะเกิดปัญหาความผิดเพี้ยนของสัญญาณ  หากสัญญาณเสียงนั้น ๆ  มีระดับความแรงเกินไป  ลักษณะดังกล่าวเราเรียกเกิดสภาพ โอเว่อร์โหลด(Overload)แต่ ไมโครโฟนบางชนิดจะมีคุณภาพทางเสียงกับกรณีดังกล่าวดีกว่าบางแบบ   อย่างเช่นไมโครโฟนแบบมูฟวิ่งคอยส์มีจุดเปลาะบางในกรณีโอเว่อร์โหลดค่อนข้าง ชัดเจน   ทั้งนี้และทั้งนั้นเนื่องจากระบบโครงสร้างของไมโครโฟนชนิดนี้  สัญญาณแรง ๆ  จะอัดเข้าไปก่อให้ระบบภายในของไมโครโฟนถูกทำลายสภาพที่จะเป็นอุปกรณ์ถ่ายทอด เสียง  และเราจะไม่ใช้ไมโครโฟนแบบริบบอนเมื่อเสียงดังกล่าวเป็นเสสียงโอเว่อร์โหลด

                ไมโครโฟนชนิดคอนเดนเซอรส์ก็มีปัญหาเหมือน ๆ  กับไมโครโฟนชนิดอื่นที่รับเสียงแล้วทำให้องค์ ประกอบภายในสั่นสะเทือนด้วยความแรง  ทำลายสภาพของอุปกรณ์ถ่ายทอดเสียงลงได้  อย่างไรก็ตามไมโครโฟนแบบนี้บางแบบได้สร้างสวิตช์เลือกซึ่งเราเรียกกันว่า แพ็ด เลือกระดับความแรงของสัญญาณก่อนส่งเข้าปรีแอมป์ในกรณีที่เสียงเป็นเสียงที่ มีความแรงมาก ๆ  เข้ามามันจะถูกแพ็ดให้ระดับความแรงของสัญญาณลดความแรงลงการเลือกระดับความ แรงขจะมีการเลือกสัญญาณลดระดับความแรงลงมาเป็นค่าเดซิเบลระดับต่างๆ หากพิจารณาผลตอบสนองความถี่ 

การเลือกแพ็ดธรรมดากับแพ็ดลดระดับความแรงลงมา  10  เดซิเบล

 

ตัวกรองลม-ป๊อป  ฟิลเตอร์ และวินด์สกรีน (Pop  Fillers and Windscreens)

                ในขณะที่เสียงที่มีความดังแรง ๆ  ทำให้ไมโครโฟนเกิดการถ่ายทอดสัญญาณออกไปผิดเพี้ยน  เมื่อกลับไปมองอีกแง่มุมหนึ่งพบว่า เสียงเบา ๆ  ก็มีปัญหากับระบบเสียงด้วยเช่นเดียวกัน   หากเสียงนั้นเป็นเสียงเป่าลมเข้าสู่ไมโครโฟน  หรือเป็นเสียงที่เกิดจากลมจากแหล่งต่าง ๆ  ผ่านเข้าไปยังไมโครโฟนซึ่งเสียงดังกล่าวอาจจะมาจากเสียงหายใจรดไมโครโฟน เสียงหอบของนักร้อง นักพากย์  เสียงลมพัดผ่านเมื่ออยู่ในพื้นที่ใกล้พัดลมหรือใกล้ทะเล  หรือแม้แต่เสียงที่

เกิดจากการเน้นเสียง เค้นเสียงของนักการเมืองนักพูดก็ทำให้เกิดเสียงดังปุป ขึ้นได้  เสียงดังกล่าวฝรั่งเรียกว่าเสียงดัง

ปุป”  หรือ ป๊อป  หรือเสียง บลาสต์  ซึ่งคำว่าบลาสต์มีความหมายทั่วไปหมายถึงเสียงเป่าไฟสูบลมให้กับเตาหลอมโลหะนั่นเอง

                เพื่อลดปัญหาหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าว  ไมโครโฟนหลายแบบจึงได้สร้างตัวกรองลมที่เรียกว่าป๊อปฟิลเตอร์หรือบลาสต์  ฟิวเตอร์  ขึ้น  หรือไม่ก็ใส่ตัวกรองที่เป็นวินด์สกรีน  ซึ่งแปลตามตัวก็คือตัวกรองลมเข้าไป

                ตัวกรองลมที่ออกแบบมาเพื่อสวมเข้ากับไมโครโฟนอาจจะทำให้เกิดความผิดเพี้ยน ของสัญญาณเสียงได้หรือไม่ก็ทำให้เสียงที่ออกมามีความบางเบาลง  บางครั้งก็ทำให้มันเสียงเฉพาะความถี่สูงเท่านั้น

                ตัว กรองลมที่เราพบเห็นโดยทั่วไปในไมโครโฟนแบบมูฟวิ่งคอยล์  จะพบเห็นอยู่ในไมโครโฟนแบบยูนิไดเร็คชันน่อลนั้นเพราะโดยหลักความเป็นจริง เราทราบแล้วว่า-ไมโครโฟนแบบนี้จะรับเสียงดังกล่าวได้ง่ายกว่าแบบโอมนิไดเร็ คชันน่อล  โดยระบบการรับทิศทางเสียงตามที่เราทราบมาแล้ว

                ในขณะเดียวกันไมโครโฟนแบบริบบอนหรือคอนเดนเซอร์หากใครใส่ป๊อป  ฟิลเตอร์  เข้าไปในโครงสร้างภายในของไมโครโฟน  จะทำให้เกิดปัญหากับระบบเสียง  ซึ่งหากพูดตามภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่าไมโครโฟนดังกล่าวกินเสียง  หรือต้องตะเบ็งเสียงจึงจะให้เสียงออกมาดี  โดยปกติแล้วมันจะให้เสียงที่แข็ง  ป๊อป  ฟิลเตอร์ในกรณีที่ไมโครโฟนเป็นแบบริบบอนหรือคอนเดนเซอร์  จึงใช้แบบสวมเข้ากับหัวไมโครโฟน  แต่นั่นทำได้หากเราไม่เข้มงวดกับความถี่ตอบสนองของเสียงที่ต้องลดคุณภาพลง

                แต่มิใช่ว่าไมโครโฟนแบบมูฟวิ่งคอยล์ทุกแบบจะมีป๊อป  ฟิลเตอร์  อยู่ภายใน  เพราะนั่นจะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายแพงขึ้น  ดังนั้นการออกแบบไมโครโฟนโดยทั่วไปของมูฟวิ่งคอยล์จึงแบ่งออกเป็น  2  แบบคือแบบที่มีป๊อป  ฟิลเตอร์  กับแบบที่ไม่มีป๊อป  ฟิลเตอร์

 

ไมโครโฟนชนิดพิเศษ(Special-Purpose Microphones)

                ท่าน ทราบหรือไม่ว่าเทคนิคการใช้ไมโครโฟนอาจต้องแปรตามลักษณะของงาน   แม้ว่าลักษณะงานโดยทั่วไปท่านอาจจะใช้ไมโครโฟนอย่างกล่าวไว้ข้างบนแล้ว  สำหรับงานบางลักษณะเช่นโทรทัศน์,งานละคร ที่ต้องใช้ไมโครโฟนเฉพาะงาน  การออกแบบไมโครโฟนชนิดพิเศษจึงเกิดขึ้น

                หากไมโครโฟนดังกล่าวนั้นใช้เพื่อถ่ายทำละครโทรทัศน์  ไมโครโฟนดังกล่าวต้องเป็นไมโครโฟนแบบเหน็บไร้สาย  เพราะหากมีสายเมื่อตัวละครเดินไปมาจะไม่สะดวก  และผิดธรรมชาติที่คนเราจะพกพาไมโครโฟนติดตัวไปในชีวิตประจำวันจริง ๆ  ดูจะตลกไม่น้อยหากในชีวินจริงคนเราต้องพูดลงไปที่ไมโครโฟน  ดังนั้นการถ่ายทำละครโทรทัศน์จึงไม่สามารถใช้ไมโครโฟนธรรมได้

                ในงานแสดงคอนเสิร์ต  บางครั้งนักร้องหรือนักดนตรีน้องการเปลี่ยนโลเกชั่นหรือตำแหน่งการแสดงของ ตนเอง  จากพื้นที่หนนึ่งของเวทีไปอีกพื้นที่หนนึ่งซึ่งอาจจะมีปัญหากับระบบสาย  สายอาจจะต้องใช้ยากเกินไปแต่นั่นไม่เป็นปัญหามากเท่ากับสายไมโครโฟนอาจจะไป สะดุดหรือไปพันเข้ากับเครื่องมืออย่างอื่นได้  ดังนั้นไมโครโฟนแบบไร้สายจึงเข้ามามีบทบาท

                หากเป็นการถ่ายทอดสดรายการที่มีการถ่ายทอดมาจากริมทะเล  แน่นอนเสียงกระแทกของสายลมต้องเกิดขึ้น  จะทำอย่างไรกับระบบเสียง  เพราะแม้คุณใช้เครื่องมือปรุงแต่งเสียงแล้วก็ไม่อาจจะแก้ปัญหาดังกล่าวได้

                ดังนั้นไมโครโฟนชนิดพิเศษจึงถูกสร้างขึ้นด้วยเหตุผลต่าง ๆๆ ดังที่กล่าวมา

 

ไมโครโฟนที่มีผลต่อระบบภาพหรือมุมมอง(Microphones In The Picture)

                ทำอย่างไรภาพของไมโครโฟนจึงจะออกมาแล้วดูดี  ไม่ขัดสายตาโดยเฉพาะในงานแพร่ภาพทางโทรทัศน์หรือทำอย่างไรจึงจะหลบมุมให้กับ ไมโครโฟน   และประเด็นสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ผู้ร่วมรายการสามารถผันอิริยาบถได้ ธรรมชาติมากที่สุด

                ประการต่อมาเมื่อเราสามารถสร้างมุมต่าง ๆ  ได้ลงตัวแล้ว  แต่ความถี่ตอบสนองของไมโครโฟนนั้นออกมาได้คุณภาพหรือไม่คือประเด็นที่ต้อง กล่าวถึงกัน  ในงานโชว์ทั่วไปจึงพยายามเน้นไปที่ใบหน้าของคนมากกว่าส่วนอื่น  เพราะนั่นหมายความว่าเราอาจจะใช้ไมโครโฟนแบบชอร์ตกัน  ยาว ๆ  หย่อนลงไปจากด้านบน  ซึ่งไมโครโฟนดังกล่าวมีลักษณะทางทิศทางเป็นแบบไดเร็คชันน่อลและประการ สุดท้ายไมโครโฟนสำหรับงานโทรทัศน์ต้องประกอบด้วยลักษณะ  2  อย่างคือ

                1.  ลักษณะของระบบข้อมูลเสียง ต้องสามารถให้ความถี่ตอบสนองเป็นธรรมชาติชัดเจนแจ่มใส

                2.  ลักษณะของมุมมอง ทำอย่างไรจะให้ภาพออกมาน่าดู

 

                ไมโครโฟนที่ใช้ในงานโทรทัศน์โดยหลักการพื้นฐานคือไมโครโฟนแบบลาวาเลียร์ซึ่ง พบว่าไมโครโฟนแบบนี้มีขนาดเล็กสามารถซ่อนไว้  ณ ที่หนึ่งที่ใดได้ง่าย  นั่นหมายถึงมุมมองที่เกิดขึ้นเหมือนกับไม่มีไมโครโฟนร่วมรายการอยู่หรืออาจ จะใช้ขนาดเล็กลงไปอีกซึ่งเป็นชนิดใช้ติดกับเน็คไทหรือบางทีอาจจะเรียกชนิด ติดสาบเสื้อ

                ไมโครโฟนแบบลาวาเลียร์มีลักษณะเฉพาะของมันอยู่  2  ประการคือ  1)  เป็นไมโครโฟนแบบโอมนิไดเร็ตชันน่อล  และ  2)  มีการออกแบบให้บูสต์ความถี่สูงได้มากกว่าความถี่ต่ำ

                ทำไมที่ต้องสร้างให้ลาวาเลียร์ไมโครโฟนมีลักษณะเฉพาะอย่างนั้น  เพราะว่าคนพูดเองไม่ได้พูดตรง ๆ  ไปยังไมโครโฟน  แต่การพูดโดยทั่วไปพูดข้ามไปเหนือไมโครโฟน  จึงเป็นการถูกต้องหากโรงงานจะออกแบบทิศทางการรับเสียงของลาวาเลียร์ให้เป็น ชนิดโอมนิไดเร็คชันน่อล  การวางตำแหน่งของไมโครโฟนที่อยู่ตรงหน้าอกทำให้ผลตอบสนองออกมาเป็นผลตอบสนอง แบบยูนิไดเร็คชันน่อล  ระดับเสียงที่เลยคางลงไปจะมีการตัดเอาความถี่สูงทิ้งไป  หรือให้ผลของความถี่สูงลดลง  จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ไมโครโฟนดังกล่าวาต้องออกแบบให้ตอบสนองความถี่สูงมาก ขึ้น  พิจารณาผลของการสูญเสียความถี่แล้วไมโครโฟนแบบลาวาเลียร์จึงได้ออกแบบให้มี ความถี่ตอบสนองหากไมโครโฟนแบบลาวาเลียร์วางอยู่ในตำแหน่งด้านหน้าของคนพูด  การตอบสนองความถี่จะให้ความถี่สูงดีมากทีเดียว  แต่สิ่งที่ตามมาคือเสียงซี๊ด  ดังนั้นหากมีการนำเอาไมโครโฟนแบบลาวาเลียร์ไปใช้รับเสียงในแนวตรงกับปากคน พูด   จึงต้องให้ตัวกรองลม  ด้วยปัญหาของความไวของไมโครโฟนต่อความถี่สูงขนาดเล็กจึงพบว่าไมโครโฟนแบบลา วาเลียร์จึงได้ใช้ตัวกรองลมเป็นแบบวินด์สกรีน

               

ไมโครโฟนแบบลาวา เลียร์ที่พบเห็นโดยทั่วไปมีอยู่  2  ชนิดคือ  ชนิดมูฟวิ่งคอยด์  และชนิดอิเล็กเตรตคอนเดนเซอร์    โดยทั่วไปชนิดอิเล็กเตรตมีขนาดเล็กกว่าและมีการตอบสนองความถี่ได้ดีกว่า  แต่มันมีราคาแพงกว่าส่วนความทนทานก็น้อยกว่าแบบมูฟวิ่งคอยล์ด้วย

 

 

 

 

ไมโครโฟนที่ไม่มีผลต่อภาพหรือมุมมอง(Microphones  Out  of  The Picture)

                ไมโครโฟนที่เราเสนอไว้ในหัวข้อก่อนเป็นไมโครโฟนที่แสดงตนออกมากับสัญญาณ ภาพ   เพียงแต่เราหาทางหลบซ่อนทำให้มันดูดีขึ้น  มีไมโครโฟนอีกแบบหนึ่งเราไม่ต้องการให้มันโชว์ออกมากับระบบภาพ  เพียงแต่เราหาทางหลบซ่อนทำให้มันดูดีขึ้น  มีไมโครโฟนอีกแบบหนึ่งเราไม่ต้องการให้มันโชว์ออกมากับระบบภาพ  ไมโครโฟนที่แอบซ่อนไว้ตามแจกันดอกไม้  ไมโครโฟนที่แอบซ่อนไว้กับหลอดไฟโคมไฟ  ไมโครโฟนที่แอบซุกไว้ในเสื้อผ้าของคนแสดง  และอื่น ๆ  อีก

ตามสถานการณ์ที่เป็นไป  โดยให้ไมโครโฟนนั้นสามารถรับสัญญาณเสียงได้ในทุกระยะที่ผู่ร่วมรายการหรือผู้แสดงเคลื่อนไหว

ไมโครโฟนแบบช็อตกัน(Shotgun  Microphones)

                ไมโครโฟนแบบช็อตกัน(shotgun Microphones)เป็นไมโครโฟนที่เขาจะติดตั้งไว้กับขายึดไมโครโฟนแบบบูม(Boom)  โดย หลักการของไมโครโฟนแบบนี้มันจะคัดทิ้งเสียงที่ไม่ต้องการออกไป   ด้วยมุมของการรับเสียงที่แคบและรับเสียงจากด้านหน้าอย่างเดียว   ในทางปฏิบัติไมโครโฟนแบบนี้จะมีลักษณะเป็นแขนยื่นต่อออกไปซึ่งมีทั้งชนิดโอม นิไดเร็คชันน่อล,ไบไดเร็คชันน่อลและคาร์ดิออยด์  ทิศทางของการรับเสสียงจะต้องให้สัญญาณเป้าหมายได้ดีที่สุด  โดยไม่มีสัญญาณเงาที่เรียกว่าเสียงจากพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ของ  แอมเบียนซ์ เข้าไปรบกวน   อันจะสามารถตัดเสียงลากเท้าของกล้องถ่าย  เสียงจากผู้ชมหรือผู้ร่วมงาน 

                ข้อพึงสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือปัญหาที่เกิดจากระบบก้านหรือแขนของซ็อตกัน เอง  เพราะโครงสร้างดังกล่าวจะมีผลต่อความถี่ต่ำที่มีความยาวคลื่นมากกว่าตัวก้าน ส่ง  ทำให้เกิดสัญญาณรบกวน ซึ่งเกิดจากกระบอกของแขนส่งหรือก้านส่งของมันเอง

                ยกตัวอย่างเช่นไมโครโฟนแบบช็อตกันที่มีความยาวของก้านส่ง  3  ฟุต   มันจะมีปัญหากับความถี่ประมาณ   300  เฮิร์ตซ์  หรือสูงกว่านั้น  ด้วยความยาวดังกล่าวไปสอดคล้องกับความยาวคลื่นของเสียงที่มีความยาว  3  ฟุตหรือต่ำกว่านั้น   ในส่วนของความถี่  300  เฮิร์ตหรือความถี่ซึ่งเป็นความถี่ต่ำลงมานั้นจะทำให้ระบบของการรับด้วย คุณภาพด้วยการกวนของความถี่  ซึ่งเราจะเรียกเสียสง มัดดี้  ซึ่งคำว่ามัดดี้นั้นแปลว่าโคลนหรือตะกอนเสียงนั่นเอง  คนที่เป็นนักนิยมฟังเสียงจะบอกว่าเป็นเสียงเบสที่รกหู  ดังนั้นไมโครโฟนชนิดนี้หากต้องการแก้ปัญหาต้องออกแบบให้เป็นระบบเบส โรลล์-

 

 

 

 

 

 

 

ออฟ”(Bass Roll-Off)

 

ไมโครโฟนแบบจานโค้ง  (Parabolic Microphones)

                ไมโครโฟนที่ใช้เป็นไมโครโฟนรับเสียงสระยะไกลอีกแบบหนึ่งก็คือไมโครโฟนแบบจานโค้ง  หรือพาราโบลิคไมโครโฟน(Paraabolic  Micrkophones) ไมโครโฟนแบบนี้เป็นไมโครโฟนชนิดโอมนิไดเร็คชันน่อลที่มีคุณสมบัติในการรับ เสียงด้านหน้าได้ดีที่สุด  ผนวกเข้ากับระบบสะท้อนของจานโค้งซึ่งมีเค้าโครงเดียวกับจานพาราโบล่าร์ของ ไมโครเวฟ  ระบบดังกล่าวนี้สามารถคัดทิ้งสัญญาณในส่วนที่ไม่ต้องการออกไปอย่างได้ผลมาก  เพื่อนำเอาเสียงในทิศทาง

เป้าหมายเข้าสู่ ไมโครโฟนแบบช็อตกัน-ไมโครโฟนแบบนี้จะให้ผลตอบสนองความถี่ต่ำได้เลวลงหากว่า ความยาวคลื่นของเสียงนั้นมีความยาวคลื่นมากกว่าระยะของเส้นผ่าศูนย์กลางของ จานโค้ง

ไมโครโฟนไร้สาย(Wireless Microphone System)

                หากระยะของคนพูดกับกล้องถ่ายไกลจนเกินไป   นั่นหมายความว่ากรณีดังกล่าวจะเป็นปัญหาสำหรับไมโครโฟนช็อตกันหรือพาราโบ ลิค  ไมโครโฟนไร้สายหรือไวร์เลสไมโครโฟนจึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในปัจจุบัน  รวมไปถึงกรณีที่เรานำเอาไปใช้สำหรับเวทีดนตรีไนกรณีที่นักร้องหรือนักดนตรี ต้องการเปลี่ยนพื้นที่ของการแสดงจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง   เพียงแต่ระบบไวร์เลสไมโครโฟนในบ้านเราบางครั้งก็ใช้กันฟุ่มเฟือยโดยไม่ จำเป็นอย่างเช่นสถานบันเทิงเล็ก ๆ  ที่นักร้องไม่ต้องเดินเหินไปไหน  ก็ยังมีการนำเอาไมโครโฟนไร้สายมาใช้

                ในทางกลับกันนักร้องดังระดับซุปเปอร์สตาร์ของโลกจะไม่นิยมใช้ไมโครโฟนแบบไร้ สาย  หากไม่มีความจำเป็นต้องกระโดดโลดเต้นทั่วเวที  การเต้นตามจังหวะเพลงกับไมโครโฟนระบบสายให้ความพลิ้วไหวได้น่าดูกว่าและเป็น สิ่งพิสูจน์ความช่ำชองได้ดีกว่าไมโครโฟนไร้สายอาจจะมีลักษณะโครงสร้างเล็ก ๆ  หรือบางแบบก็มีโครงสร้างแบบมาตรฐานของไมโครโฟนทั่วไป  บางแบบก็เป็นชนิดลาวาเลียร์   แต่สิ่งหนึ่งที่ไมโครโฟนแบบนี้ต้องมีก็คือแบตเตอรี่ภายใน  เพื่อจะจ่ายไฟให้กับเครื่องส่งภายในตัวไมโครโฟน  ดังนั้นไมโครโฟนไร้สายจึงถือว่ามันคือเครื่องส่งเครื่องหนึ่ง  ที่ทำการส่งคลื่นวิทยุระบบเอฟเอ็ม. ด้วยความถี่เป็นเมกะเฮิร์ตซ์  ซึ่งปกติแล้วไวร์เลสไมโครโฟนหรือไมโครโฟนไร้สายจะส่งได้ไกลหลายเมตรที เดียว   ไมโครโฟนไร้สายที่ดีต้องป้องกันสัญญาณรบกวน  ต่าง ๆ  ได้เป็นอย่างดีจะถือว่าดี  และต้องให้เสียงแหลมที่ชัดเจน  ทั้งนี้เพราะการผสมสัญญาณในระบบเอฟเอ็ม. จะมีปัญหาตรงที่เสียงแหลมออกมาไม่มีความกลมกลึงเท่าที่ควร  ซึ่งช่างเครื่องเสียงทั่วไปจะบอกว่าเสียง ทู่

 

 

 

ไมโครโฟนหูฟัง(Headset Microphones)

                ไมโครโฟนแบบนี้จะมีระบบการรับส่งเพื่อให้เกิดระบบติดต่อแบบเดียวกับระบบ อินเตอร์คอม    สามารถติดต่อกันได้ระหว่าง  2  ฝ่ายด้วยกัน  ไมโครโฟนแบบนี้จะใช้เพื่อการจัดทำรายการกีฬาที่ถ่ายทอดสด  อย่างเช่นในกีฬาโอลิมปิคที่มีการแข่งขันซ้อนๆ กันหลายรายการ  เมื่อรายการหนึ่งน่าสนใจการตัดภาพและเสียงจะตัดทันทีไมโครโฟนดังกล่าวจะ ทำให้การสื่อสารติดต่อระหว่างห้องควบคุมกับผู้ดำเนินรายการต่อเนื่องกันได้

                ไมโครโฟนที่เลือกใช้กับระบบนี้เป็นไมโครโฟนมูฟวิ่งคอยล์ ที่มีตัวกรองลม-ป๊อป ฟิลเตอร์  อยู่ภายในพร้อมทั้งติดตั้งระบบหูฟังเพื่อติดต่อกับห้องควบคุมรายการ  ไมโครโฟนที่ใช้มีทิศทางเสียงเป็นชนิดยูนิไดเร็คชันน่อล  เพื่อเก็บเสียงแบ็คกราวด์รอบข้างให้น้อยที่สุด  เพราะในขณะที่ผู้บรรยายกำลังบรรยายกีฬาอยู่นั้นอาจจะมีเสียงเชียร์ดังกลบจน อื้อไปหมด  อย่างเช่นรายการมวยเป็นต้น  หารรายการนั้นจะต้องการเสียงแบ็คกราวด์จะเอาไมโครโฟนอีกตัวไปรับเสียง  เช่นเสียงเชียร์หรือเสียงนักมวยต่อยกันแรง ๆ  เราก็จะมีไมโครโฟนรับโดยตรง  โดยผู้ความคุมเสียงจะเป็นคนควบคุมระบบเสียงให้  หากเสียงนั้นอื้ออึงอยู่แล้วก็ต้องตัดเสียงภายนอกออกไป

                หากไมโครโฟนแบบนี้ใช้ชนิดโอมนิไดเร็คชันน่อลก็สามารถทำได้หากจะเอาเสสียง หรือสีสันบรรยากาศภายนอกซึ่งเป็นแบ็คกราวด์เข้าไปด้วย  นั่นคือต้องเลือกใช้ไมโครโฟนให้ถูกต้องตรงกับงาน

                ระบบหูฟังจะแยกข้างออกจากกันโดยเด็ดขาด  โดยเสียงที่กำลังออกอากาศอยู่จะรับฟังได้จากหูฟังข้างหนึ่ง  ซึ่งหมายถึงหูฟังทำหน้าที่เป็นมอนิเตอร์ให้คนพูด  อีกข้างหนึ่งเป็นเสียงที่มาจากระบบการติดต่อของผู้กำกับรายการ  หรือบางแบบจะมีการออกแบบให้พิธีกรสามารถตัดเสียงตนเองได้ในกรณีที่ต้องการ ตัดเสสียงทิ้งหรือยังไม่ต้องการให้เสียงรบกวนออกไปก่อนที่จะเริ่มต้นพูด

 

ไมโครโฟน-คอนแท็คต์(Contact Microphones)

                คอนแท็คต์ไมโครโฟนเป็นไมโครโฟนที่ให้เสียงกลางซึ่งไม่ได้รับสัญญาณเสียงที่ ผ่านแรงอัดอากาศเข้ามา  แต่มันรับสัญญาณมาจากแรงสั่งของโมเลกุลของเนื้อสารที่มันเข้าไปรับ  ไมโครโฟนแบบนี้จึงนิยมใช้กับเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายอย่างเช่น กีต้าร์,เปียโน,ซึ่งเป็นอุปกรณ์ประเภทนี้จะเป็นอุปกรณ์ที่เรียกว่าอะคูสติค มันรับสัญญาณตรงจากการสั่นของวัสดุเนื้อแข็งได้ดีกว่าการสั่นของแรงอัดอากาศ แต่อย่างไรก็ดีบางครั้งหากเสียงที่ออกไปแล้วมีผลย้อนกลับมาทำให้เนื้อวัสดุ สั่นก็จะทำให้เกิดปัญหาทางเสียงด้วยเช่นเดียวกัน  ดังนั้นไมโครโฟนแบบคอนแท็คต์จึงออกแบบมาเฉพาะเครื่องดนตรีแต่ละประเภท ๆ ไป

 

 

 

 

 

พีแซทเอ็มไมโครโฟน(PZM Microphones)

                ไมโครโฟนโดยทั่วไปจะใช้เพื่อรับสัญญาณเสียงที่มาจากทางตรงและทางสะท้อนเป็น สัดส่วนซึ่งกันและกันทั้งนี้และทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับทิศทางเสียงเป็น หลัก  แต่เมื่อพิจารณาถึงไมโครโฟนแบบพีแซทเอ็ม  หรือเพรสเซอร์โซนไมโครโฟน  แล้วจะพบว่าการออกแบบไมโครโฟนออกแบบด้วยค่าเวลาที่แตกต่างกับออกไปของเสียง เสียงที่รับได้นั้นจะเป็นเสียงที่ไม่ใช่เสียงที่มาจากแหล่งกำเนิดเสียง โดยตรง  หรือเฟสตรง  มันจะรับสัญญาณเสียงแล้วเพิ่มความแรงขึ้น

                โดยที่ไม่ทำให้แอมปลิจูดของเสียงเกิดความผิดเพี้ยนแต่อย่างใด  องค์ประกอบของพีแซทเอ็มประกอบด้วยตัวถ่ายทอดสัญญาณที่ติดตั้งอยู่บนก้าน เหล็ก  โดยทิศทางเสียงจะเป็นทิศทางครึ่งวงกลมและตอบสนองความถี่ได้กว้าง

                คำว่า PZM  เป็น เครื่องหมายทางการค้าของบริษัทคราวน์อิเตอร์เนชั่นแนล  อินคอร์เปอเรชั่น  แต่คนทั่วไปเมื่อพบเห็นไมโครโฟนแบบนี้ต่างเรียกว่าพีแซทเอ็นจนติดปาก

 

 

สเตอริโอไมโครโฟน  และ  ควอดไมโครโฟน  (Stereo  and  Quad Microphones)

ไมโครโฟน ที่เป็นสเตอริโอโฟนิค  กับไมโครโฟนที่เป็นควอดริโฟนิค  เป็นการนำเอาไมโครโฟนมาบรรจุลงไนแคปซูลเดียวกัน  โดยตัวไมโครโฟนแต่ละตัวแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดด้วยระบบวงจรทางไฟฟ้า  สเตอริโอไมโครโฟนประกอบด้วยไมโครโฟน  2  ตัว  ตัวแรกเป็นไมโครโฟนติดตั้งคงที่ซึ่งติดไว้ด้านล่าง  ส่วนไมโครโฟนอีกตัวหนึ่งติดตั้งไว้ด้านบนเหนืออีกตัวหนึ่ง  เราจะสร้างให้มันหมุนได้  270  องศา  เพื่อให้รับแพทเทิร์นเสียงที่ต่างกันออกไป  โดยทั่วไประบบสเตอริโอจะควบคุมด้วยระบบรีโมทคอลโทรล

                ควอดไมโครโฟนประกอบด้วยไมโครโฟน  4  ตัวไนแคปซูลเดียวกัน  โดยแยกอยู่กันเป็นคู่ ๆ  โดยคู่แรกติดตั้งไว้ด้านบนของแคปซูล  เป็นคู่ที่สามารถหมุนได้และเก็บเสียงจากด้านหน้าขวาและด้านหลังซ้าย  ส่วนคู่กลางจะรับสัญญาณจากทางด้านหน้าซ้ายและหลังขวา  ไมโครโฟนแบบนี้จะใช้ระบบควบคุมชนิดพิเศษในการทำจุดโคออดิเนตของพิคอั้พ แพทเทิร์น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไมโครโฟนระบบซาวด์ฟิวล์หรือไมโครโฟนสนาม(Sound  Field  Microphone  System)

                บาง ครั้งหากต้องการรับสัญญาณเสียงรอบทิศทางเราอาจจะต้องใช้ไมโครโฟนสนามหรือ ซาวด์ฟิลด์ไมโครโฟน ไมโครโฟนดังกล่าวจะถูกแยกเอาต์พุตออกเป็น  4  เอาต์พุตส่งผลของสัญญาณเข้าสู่หน่วยควบคุม  ไมโครโฟนที่ใช้อาจจะเป็นไมโครโฟนแบบมอนิวรอลโอมนิไดเร็คชันน่อล,ไบไดเร็ คชันน่อล,คาร์ดิออยด์และไฮเปอร์คาร์ดิออยด์  จะเป็นไมโครโฟนแบบสเตอริโอหรือแบบควอดก็ได้แนวคิดของการนำเอาระบบนี้มาใช้ก็ คือเพื่อรับเสียงอะคูสติครอบ ๆ 

 

เรื่องที่คุณควรเลิกทำระหว่างการใช้ไมโครโฟน

              1. หากคุณทดสอบไมโครโฟนด้วยการบรรจงเคาะลงที่หัวไมค์สัก 2-3 ทีเพื่อความมั่นใจว่ามันใช้งานได้ จงเลิกซะ เพราะการกระทำเช่นนั้นถือเป็นการผิดมารยาทมากสำหรับการเป็นนักร้อง เพราะมันอาจจะทำให้ตัวรับสัญญานเสียงของไมโครโฟนเสียได้ นอกจากนั้นยังทำให้เกิดเสียงดัง "ปุ๊กๆๆๆ" เป็นที่น่ารำคาญแก่ผู้ฟังเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคนที่อยู่ใกล้ๆเครื่องขยายเสียง

                2. หากคุณถือไมโครโฟนอยู่ใกล้หรือไกลปากจนเกินไป จงเปลี่ยนซะ คุณควรถือไมโครโฟนโดยให้ระยะห่างจากปากประมาณ 2-3 นิ้วมือ เพราะนั่นคือระยะที่ไมโครโฟนที่มีคุณภาพปานกลางขึ้นไป จะสามารถรับเสียงได้ดีที่สุด ให้เสียงที่ดังพอประมาณ ได้เนื้อเสียงที่ใกล้ความเป็นจริงมากที่สุด หากถือไมค์ใกล้ปากจนเกินไป อาจทำให้เสียงที่ได้ออกมามีลักษณะทุ้มและดังจนเกินไป อีกทั้งน้ำลายของคุณที่กระเด็นออกไปแปะที่ไมโครโฟน อาจทำให้เกิดความชื้นและเกิดเชื้อราที่ฟองน้ำที่ถูกบุอยู่ภายในหัวไมโครโฟน ทำให้ไมโครโฟนเสียได้ง่าย หรือถ้าไม่เสียคนที่ร้องต่อจากคุณคงเหม็นน่าดู หากถือไมค์ไกลปากจนเกินไปอาจทำให้เสียงที่ได้เบาและบางจนเกิดเหตุ

                3. หากคุณถือไมโครโฟนแล้วยกท่อนล่างของมันขึ้นมาสูงๆ จงลดมันลงมาให้อยู่ในระดับเฉียงลงประมาณ 45 องศา เพราะคุณรู้มั๊ยว่าการยกท่องล่างของไมโครโฟนขึ้นมาสูงๆ นอกจากมันจะไม่เท่ห์แล้ว มันยังบังหน้าตาอันสวยงาม หรือหล่อเหลาของคุณอีกด้วย คงไม่มีใครอยากฟังเสียงอันไพเราะของคุณไป มองไมโครโฟนไปเป็นแน่

                4. หากคุณเป็นคนที่ชอบดึงสายไมโครโฟนมาพันๆๆๆๆๆ แล้วก็พันไว้ที่มือของคุณเมื่อยามคุณเขินล่ะก็ จงปล่อยสายซะ เพราะเมื่อเวลาที่คุณยืนอยู่บนเวทีนั้น สายตาทุกคู่กำลังจ้องมองคุณอย่างสนใจ หูของเค้ากำลังรอฟังเสียงอันไพเราะจากคุณ แต่ถ้าเผอิญเค้าเหลือบไปเห็นมือของคุณอีกข้างหนึ่งที่ไม่ได้ถือไมค์ กำลังหยิบสายไมโครโฟนมาพันเล่นอย่างสนุกสนาน ขยำๆๆๆ แล้วก็พันๆๆๆ คุณลองคิดดูสิว่า หลังจากนั้นสายตาทุกคู่จะมองไปที่ไหน..... หากคุณรู้ตัวว่าสาเหตุที่คุณทำเช่นนั้น เป็นเพราะคุณเขินจนไม่รู้จะทำอะไรกับมือข้างที่เหลือนั้น จงปล่อยมันไว้นิ่งๆ รอจังหวะคำร้องที่สามารถสื่อความหมายด้วยภาษาร่างกายได้ แล้วจงทำซะ เช่น ยื่นมือ-ผายมือออกไป เมื่อร้องคำว่า "เธอ" ดึงมือกลับมาทำท่ากำไว้ที่หน้าอกเมื่อร้องคำว่า "หัวใจ" ฯลฯ สารพัดวิธีที่คุณจะใช้มัน หลังจากที่คุณทำท่าทางตามนั้นแล้ว มันยังมีประโยชน์ตามมาอีกมากมาย เช่น คุณสามารถสื่อความหมายของบทเพลงได้เพิ่มอีก 1 ทาง ด้วยภาษาร่างกาย, ลดความประหม่า ฯลฯ จากนั้นเมื่อคุณจะเดินไปยังจุดต่างๆบนเวที คุณสามารถใช้มือจับที่สายไมค์แล้วรูดมันไปอย่างช้าๆ นิ่มนวลที่สุด แล้วจับมันหลบไปให้พ้นทางเดินของคุณ เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถที่จะเดินได้อย่างสง่าผ่าเผย มือของคุณจะไม่ว่างพอที่จะพันสายไมโครโฟนเล่นอีกต่อไป

เทคนิคการใช้ไมโครโฟน (Microphone)
     ไมโครโฟน ( Microphone) เป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบขยายเสียงทำหน้าที่รับเสียงหรือรับสัญญาณเข้า (Input Signal) โดยการเปลี่ยนเคลื่นเสียงที่รับให้เป็นคลื่นกระแสไฟฟ้าความถี่เสียง (Audio Frequency current) แล้วส่งผ่านไปทางไมโครโฟนเข้าสู่เครื่องขยายเสียง (Amplifier) เพื่อเพิ่มกำลังแรงให้สามารถขับดันลำโพง (Speaker) ให้เปลี่ยนกระแสไฟฟ้าความถี่เสียงกลับออกมาเป็นคลื่นเสียงที่มีกำลังขยายเสียงดังขึ้นกว่าเดิม

การใช้ไมโครโฟน
              1. ระยะห่างในการพูดไมโครโฟน ระยะห่างการพูดไมโครโฟนจะขึ้นอยู่กับคุณสมบัติความไวต่อการรับเสียงของไมโครโฟนแต่ละตัวเป็นหลัก แต่โดยทั่วไปแล้วผู้พูดควรพูดห่างจากไมโครโฟนโดยเฉลี่ยประมาณ 6-12 นิ้ว ถ้าผู้พูดใกล้หรือไกลกว่านี้ อาจจะทำให้เสียงที่ออกมามีคุณภาพไม่ดี เช่น อาจทำให้เกิดเสียง "ฮัม" เสียงลมหายใจและเสียงลมฝีปากรบกวน

                 2. ควรมีการป้องกันเสียงลมจากบรรยากาศรอบข้าง เสียงลมหายใจจากผู้พูดรบกวน โดยการใช้ฟองน้ำสวมครอบที่หัวของไมโครโฟน
     3.
ในการทดสอบเสียงของไมโครโฟน ควรพูดห่างจากเสียงไมโครโฟนระยะที่เหมาะสมโดยพูดคำว่า "สวัสดี ทดสอบ" (ตรงกับคำว่า"ฮัลโหล เทส") แล้วนับ 1 ถึง 9 ลงท้ายด้วย 0 ทำติดต่อกันไปอย่างช้า ๆ ช่วงละประมาณ 10 วินาที แล้วขึ้นต้นใหม่ ทำติดต่อกัน 3 ครั้ง เพื่อให้ผู้ควบคุมเสียงปรับระดับความดังและน้ำเสียงให้เหมาะสมกับสภาพห้องและความต้องการที่เหมาะสมกับงาน

 

ข้อควรระวังในการใช้ไมโครโฟน
                1.
อย่าเคาะ อย่าเป่า ไมโครโฟน เพื่อทดสอบการทำงานของไมโครโฟนเป็นอันขาดเพราะจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ไมโครโฟนได้ง่าย
                 2.
อย่าให้ไมโครโฟนได้รับความกระทบกระเทือน หรือแตกหล่นเป็นอันขาด เช่น กระแทกกับโต๊ะแรงๆ ตกลงบนพื้นห้อง เพราะจะทำให้เกิดการเสียหายซึ่งจะทำการซ่อมแซมได้ยาก จึงควรระมัดระวังในการติดตั้ง การวาง และการให้สัมผัสไมโครโฟนด้วยความนุ่มนวล
              3.
อย่าหันส่วนหน้าของไมโครโฟนเข้าหาลำโพง หรืออยู่ใกล้ลำโพงเกินไปหรืออยู่ใกล้ผนังที่มีการสะท้อนเสียงอยู่มาก ๆ หรือเร่งระดับเสียงของไมโครโฟนที่เครื่องขยายเสียง (Microphone Volume) ให้ดังเกินไป เพราะการกระทำเหล่านี้ จะเป็นสาเหตุให้เกิดเสียงหวีดแหลมคล้ายเสียงหอนดังออกจากลำโพง
     
การแก้ไขในกรณีเสียงหอนดัง (Feedback) ให้หันด้านรับเสียงของไมโครโฟนหลบคลื่นเสียงที่สะท้อนหรือย้อนกลับมา ถ้ายังไม่หายให้ปิดสวิทซ์ที่ไมโครโฟนแล้วลดระดับของไมโครโฟนลงแล้วเปิดทดสอบเสียงใหม่ ค่อย ๆ เร่งเสียงให้ดังขึ้นมา จนถึงระดับที่ต้องการก็จะสามารถแก้ไขเสียงลำโพงหอนได้

 

 

อ้างอิง

กิดานันท์ มลิทอง. เทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรม.  กรุงเทพมหานคร: ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรุณการพิมพ์, 2543

บทความอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน

ส่วนประกอบของห้องส่งวิทยุกระจายเสียง ( STUDIO )

ส่วนประกอบของห้องส่งวิทยุกระจายเสียง ( STUDIO )

ปัจจุบันวิทยุกระจายเสียงในประเทศไทย มีจำนวนสถานีวิทยุทั้งระบบ AM และ FM โดยที่สถานีวิทยุ AM จำนวนของสถานีอาจจะลดลง แต่ในทางตรงกันข้ามสถานีวิทยุ FM จำนวนของสถานีกลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 การส่งวิทยุกระจายเสียง (Radio Broadcasting)

การส่งวิทยุกระจายเสียง (Radio Broadcasting)

เสียงในระบบ FM (Frequency Modulation) เป็นการผสมสัญญาณเสียงกับคลื่นวิทยุโดยใช้เทคนิคเปลี่ยนแปลงความถี่ของคลื่นวิทยุทำให้คุณภาพเสียงดีในการรับฟังจากเครื่องรับวิทยุดีขึ้นกว่าการรับฟังในระบบ

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับไมโครโฟน (1)

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับไมโครโฟน (1)

เสียงที่ดีย่อมมาจากต้นแบบที่ดี แม้ว่าเครื่องไม้เครื่องมือที่วางระบบไว้ในงานเสียง จะดีจะแพงเพียงไรแต่หากต้นแบบไม่ดี

การใช้งาน Mixer(มิกเซอร์) เบื้องต้น

การใช้งาน Mixer(มิกเซอร์) เบื้องต้น

มิกเซอร์ จะประกอบไปด้วยอุปกรณ์ต่างๆที่ทำหน้าที่ปรุงแต่งสัญญาณที่เข้ามาในแต่ล่ะ ปุ่มมิกเซอร์จะแยกหน้าที่การทำหน้าที่การทำ

ความเห็นของผู้ชม